รู้จัก Baroque ศิลปะแห่งธรรมชาติแสนหรูหรา

หากพูดถึงศิลปะที่โดดเด่นทางด้านธรรมชาติและความหรูหราผสมผสานอย่างลงตัวอย่างศิลปะ Baroque กับใครหลายคนน้อยนักจะตอบได้ว่าเป็นศิลปะประเภทไหนหรืออะไรบ้าง แต่หากพูดถึงสาวใส่ต่างหูมุก ทุกคนต้องร้องอ๋อ! อย่างแน่นอน ดังนั้นไปดูกันดีกว่าว่าศิลปะประเภทนี้เป็นยังไงและน่าสนใจแค่ไหน

ทำความรู้จักศิลปะแห่งธรรมชาติอันหรูหรา

ความโดดเด่นของศิลปะบาโรก คือ เน้นหนักไปทางธรรมชาติ แสดงถึงความอ่อนไหวผสมรวมกับลวดลายประดิษฐ์ซับซ้อน ทำให้ภาพออกมาดูสวยงาม หรูหรา และเป็นธรรมชาติ เห็นแล้วติดตาแทบทันที ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ภาพพิมพ์ หรือประติมากรรมล้วนสร้างให้ฟุ้งเฟ้อเกินความพอดีและเป็นจุดเด่น

อย่างไรก็ตามหากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปะประเภทนี้ อาจต้องย้อนกลับไปในอดีต เพราะในปัจจุบันยังไม่มีศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้โดดเด่นและน่าจับตามองสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นการนำแรงบันดาลใจมาสร้างสรรค์ผลงาน เพลง หรือภาพยนตร์อาจพบเห็นได้บ่อย โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านการจัดองค์ประกอบ

ตัวอย่างงานศิลปะบาโรก

เชื่อหรือไม่ว่าแค่พูดชื่องานศิลปะทุกคนต่างให้การยอมรับและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสมแล้วที่ศิลปะประเภทนี้ถูกเรียกว่าธรรมชาติอันแสนหรูหรา ตัวอย่างเช่น

  • พระราชวังแวร์ซาย คริสต์ศักราช 1661 – 1691 
  • สาวใส่ต่างหูมุก Girl with a Pearl Earring ศิลปิน Johannes Vermeer 
  • ยามกลางคืน In the Night Watch ศิลปิน Rembrandt van Rijn

ความเป็นมาของศิลปะบาโรก

หลายแหล่งข้อมูลระบุว่าศิลปะบาโรกเริ่มต้นประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยมีความโดดเด่นเรื่องความหรูหราโอ่อ่า แสดงถึงความขัดแย้งและมีลักษณะเฉพาะตัว ได้รับอิทธิพลจากการปฏิรูปศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดใจคริสตชนให้เกิดความศรัทธาในนิกายคาทอลิก ถูกแบ่งออกเป็น 3 สมัย ได้แก่

  • บาโรกตอนต้น ระหว่างปีคริสต์ศักราช 1584 – 1625
  • บาโรกชั้นสูง ระหว่างคริสต์ศักราช 1625 – 1675
  • ช่วงปลายของบาโรก ระหว่างคริสต์ศักราช 1675 – 1750

ความหมายของบาโรก ในภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่ารูปร่างลายเส้นที่ไม่สมดุลหรือขดไปมา โดยมากหมายถึงไข่มุก ต่อมาใช้เป็นคำอธิบายถึงรูปแบบที่ประกอบด้วยความโค้งไปมาของเส้นและเสริมด้วยสีทองเพื่อเพิ่มความหรูหราให้แก่ศิลปะ ส่วนความหมายในภาษาโปรตุเกส คือ ไข่มุกที่ไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตามศิลปะแบบบาโรกถึงแม้ยังคงได้รับความนิยมแต่สำหรับในประเทศไทยแล้วนั้นมีศิลปินจำนวนน้อยมาก หรือเรียกได้ว่าแทบไม่มีเลย นั่นอาจเกิดจากสาเหตุที่ภาพส่วนใหญ่มีการใช้สื่อไปในทางศาสนาคริสต์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจึงได้แปลกใจที่ศิลปะประเภทนี้มีไว้เพียงเพื่อศึกษาและใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ขึ้นมาเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีศิลปินท่านไหนใช้งานศิลปะประเภทบาโรกสร้างสรรค์ศิลปะแบบไทย ๆ ขึ้นมาบ้าง

Related Post

Collage art

รู้จักศิลปะแบบ Collage Art กับความสวยงามที่ลงตัวรู้จักศิลปะแบบ Collage Art กับความสวยงามที่ลงตัว

เชื่อว่าเวลาหลายคนได้ยินคำว่า Collage Art คงรู้สึกงงและเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าเอ๊ะ คือ อะไร (โดยเฉพาะคนไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะและภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง) เป็นงานศิลปะเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ดูจากคำแล้วมีความคล้าย ๆ กัน บอกเลยว่าไม่ใช่ แต่จะมีความหมายว่ายังไงหรือน่าสนใจอย่างไรเราจะพาไปทำความรู้จัก ศิลปะแบบ Collage Art กับความสวยงามที่ลงตัว หากพูดถึงนิยามแท้จริงของงานศิลปะ Collage Art เชื่อว่าหลายคนต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะ Collage Art คือ การทำงานศิลปะที่ใช้เทคนิคการตัดแปะโดยใช้วัสดุหลายประเภท เช่น กระดาษ นิตยสาร หนังสือพิมพ์

Pixel art

ทำความรู้จักกับศิลปะแบบพิกเซล (Pixel art creation)ทำความรู้จักกับศิลปะแบบพิกเซล (Pixel art creation)

ศิลปะแบบพิกเซล (Pixel art creation) จัดเป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะดิจิทัล เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพโดยใช้พิกเซล ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก แต่ละพิกเซลจะมีสีเพียงสีเดียวเป็นสีของตัวเอง และการจัดเรียงพิกเซลเหล่านี้ในรูปแบบตาราง สามารถสร้างการออกแบบและสร้างผลงานศิลปะที่สลับซับซ้อนได้  ความเป็นมาของ Pixel Art  ศิลปะพิกเซล (Pixel art creation) มีมาตั้งแต่ซอฟต์แวร์แก้ไขภาพตัวแรก และเกม 2D ตัวแรกที่มีกราฟิกออกมา แต่คำนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกโดย Robert Flegal และ Adele Goldberg จาก Xerox PARC

Lines in Art

เส้นในงานศิลปะให้ความรู้สึกอย่างไรเส้นในงานศิลปะให้ความรู้สึกอย่างไร

หากเคยทำงานศิลปะจะรู้ดีว่ามีเส้นหลายแบบมาก ๆ แต่อาจไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วแต่ละเส้นมีความหมายหรือให้ความรู้สึกแตกต่างกันไปด้วยนะ สงสัยใช่ไหมว่าเป็นยังไงเดี๋ยวจะพาไปดู เส้นแต่ละแบบในงานศิลปะให้ความรู้สึกอย่างไร  สำหรับเส้นที่ใช้ในงานศิลปะหลัก ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ เส้นตรง เส้นโค้งวงแคบ เส้นโค้งน้อย เส้นโค้งวงกลม เส้นฟันปลา และเส้นโค้งก้นหอย เวลานำมาใช้ขีดเขียนหรือวาดภาพหรือสร้างสรรค์งานศิลปะอะไรก็ตามส่งผลให้สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันไปได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้  1. เส้นตรง  ให้ความรู้สึกแข็งแรง มั่นคง ไม่ประนีประนอม โดยสามารถเห็นได้ทั้งเส้นตรงแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียง